ต้นไม้ประจำจังหวัดยะลา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saraca thaipingensis cantley ex Prain
ชื่อสามัญ : อโศก
ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ศรียะลา, โสกเหลือง ,อโศกเหลือง , อโศกใหญ่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูงได้ถึง ๑๐ เมตร เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย ๔-๘ คู่ รูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง ๓-๙ ซม. ยาว ๗-๓๐ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบถึงมนกลม ใบอ่อนห้อยลง ออกสีแกมม่วง ดอก สีเหลืองสด ออกเป็นช่อ ขนาด ๑๕-๓๕ ซม. ใบประดับรูปไข่ ดอกย่อยจำนวนมาก ฐานรองดอกเชื่อมเป็นหลอด แคบ ยาว ๑.๒-๒.๖ ซม. กลีบรองดอก ๔ กลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรผู้ ๔-๖ อัน รังไข่มีขน ผล สีม่วงอมแดง เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน กว้าง ๓.๕-๘ ซม. ยาว ๑๕-๔๐ ซม. เมื่อแก่แล้วแตกด้านข้าง
นิเวศวิทยา : ถิ่นกำเนิด เมียนม่าห์ จนถึงอินโดนีเซีย ประเทศไทยพบตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำทางภาคใต้ ปัจจุบันพบปลูกประดับทั่วไป ออกดอกช่วงเดือน มกราคม-เมษายน
ประโยชน์ : ดอกสวยงาม ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี
แหล่งอ้างอิง : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม ๗, ไม้ต้นในสวน Tree in the Garden
ดอกไม้ประจำจังหวัดยะลา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops elengi Linn.
ชื่อสามัญ : พิกุล
ชื่อวงศ์ : Sapotaceae
ชื่อพื้นเมือง : กุน (ภาคใต้), แก้ว (ภาคเหนือ), ซางดง (ลำปาง), พิกุลเขา, พิกุลเถื่อน (นครศรีธรรมราช), พิกุลป่า (สตูล) ตันหยง มะเมา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบดกออกหนาแน่นเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาว ทั้งต้นมีน้ำยางสีขาว กิ่งอ่อนและตามีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับกันห่างๆ ใบรูปไข่ รูปรีหรือรูปขอบขนานใบกว้าง ๒-๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร ก้านใบยาว ๔-๖ เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม เป็นติ่งสั้นๆ ขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว สีเขียวสดเรียบเป็นมัน หูใบรูปเรียวแคบ ยาว ๓-๕ มม. ร่วงง่าย ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกระจุก ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม ก้านดอกย่อยยาว ๒ เซนติเมตรกลีบเลี้ยง ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบเลี้ยงด้านนอกมีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาล รูปใบหอก ปลายแหลม ยาว ๗-๘ มม. ติดทน กลีบดอกสั้นกว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย กลีบดอก ๘ กลีบโคนเชื่อมกันเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๐.๘-๑.๕ เซนติเมตร กลีบดอกแต่ละกลีบจะมีส่วนยื่นออกมาด้านหลัง ๒ ชิ้น ซึ่งส่วนที่ยื่นออกมาแต่ละชิ้นนี้จะมีลักษณะ ขนาดและสีคล้ายคลึงกันกับกลีบดอกมาก ทำให้ดูคล้ายกลีบดอกมีทั้งสิ้น ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว ดอกร่วงง่าย เมื่อใกล้โรยเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี ๘ อัน อับเรณูรูปใบหอก ยาวกว่าก้านชูอับเรณู และเกสรเพศผู้เป็นหมันมี ๘ อัน มีขน รังไข่มี ๘ ช่อง ผลสดแบบผลมีเนื้อ รูปไข่ ปลายแหลมสีเขียว กว้างราว ๑.๕ เซนติเมตร ยาว ๒.๕-๓ เซนติเมตร ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผลอ่อนสีเขียว มีขนสั้นนุ่ม ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีรสหวานเล็กน้อย รับประทานได้ มีเมล็ดเดียว เมล็ดแบนรี เปลือกแข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นมัน ออกดอกติดผลตลอดปี
นิเวศวิทยา : ถิ่นกำเนิด อินเดีย พม่า เป็นไม้ที่มักพบขึ้นตามป่าดินชื้นทั่ว ๆ ไป ในประเทศที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เช่น ตามป่าดิบภาคใต้ ภาคตะวันออก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามวัดวาอารามต่าง ๆ และตามสวนทั่วทุกภาคของประเทศไทย
ประโยชน์ทางยา : ตำรายาไทย ดอก มีกลิ่นหอมเย็น ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง เข้ายาหอม ยานัตถุ์ แก้ลม แก้ไข้ บำรุงหัวใจ แก้ปวดหัว แก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน ฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บำรุงโลหิต แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ดอกพิกุลตามสรรพคุณยาไทย จัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้ง ๕ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่น ที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา ผลดิบและเปลือก ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้ท้องเสีย เปลือกต้น รสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบ รสเบื่อฝาด แก้กามโรค แก้หืด ฆ่าพยาธิ เมล็ด ช่วยขับปัสสาวะ รักษาท้องผูก ราก มีรสขมเฝื่อน เข้ายาบำรุงโลหิต แก้เสมหะ แก้ลม แก่น มีรสขมเฝื่อน เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ ขอนดอก เป็นเครื่องยาไทย อาจได้จากต้นพิกุลหรือตะแบกต้นแก่ๆ มีเชื้อราเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ แต่โบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นพิกุลจะมีคุณภาพดีกว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอม รสจืด มีสรรพคุณบำรุงตับ ปอด และหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่น
ตำรายาพื้นบ้านอีสาน ใบ ฆ่าเชื้อกามโรค เปลือก รักษาโรคฟัน กระพี้ แก้เกลื้อน แก่น เป็นยาบำรุงโลหิต รากและดอก ปรุงเป็นยาแก้ลม ขับเสมหะที่เกิดจากลม
แหล่งอ้างอิง : Phargarden.com ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเกสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี